May 072013
 

อาการแพ้ท้อง,แพ้ท้อง,อาการท้อง,ตั้งครรภ์,การตั้งครรภ์,แก้อาการแพ้ท้อง,อาการแพ้ท้องระยะแรก,วิธีแก้อาการแพ้ท้อง,อาการแพ้ท้องเดือนแรก,วิธีลดอาการแพ้ท้อง,อาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร,อาการแพ้ท้องระยะแรก,อาการแพ้ท้องเริ่มเมื่อไหร่,อาการแพ้ท้องเริ่มตอนไหน,อาการตั้งครรภ์ 1 สัปดาห์,อาการคนท้อง,อาการคนท้องระยะแรก,ประจําเดือนไม่มา,การตั้งครรภ์ระยะแรก,การตกไข่,การปฏิสนธิ,อาการคนท้อง,การดูแลครรภ์,การตั้งชื่อ,ตั้งครรภ์ 1 เดือน,อาการตั้งครรภ์,ตั้งครรภ์ 4 เดือน,ตั้งครรภ์ 5 เดือน,อยากตั้งครรภ์,การตั้งครรภ์,ตั้งครรภ์ 2 เดือน,ตั้งครรภ์ 6 เดือน

อาการแพ้ท้อง คุณแม่หลายๆคนคงเคยเป็นมาแล้ว ตอนที่ตั้งท้องเจ้าตัวน้อยใหม่ๆยังไงหล่ะ แล้วคุณแม่มือใหม่ ที่ยังไม่รู้เรื่องของการรับมือกับอาการแพ้ท้องนั้น ควรมาอ่านข้อมูลดีดี ที่นี่เลยค่ะ…

สาระเส้น

อาการแพ้ท้อง,แพ้ท้อง,อาการท้อง,ตั้งครรภ์,การตั้งครรภ์,แก้อาการแพ้ท้อง,อาการแพ้ท้องระยะแรก,วิธีแก้อาการแพ้ท้อง,อาการแพ้ท้องเดือนแรก,วิธีลดอาการแพ้ท้อง,อาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร,อาการแพ้ท้องระยะแรก,อาการแพ้ท้องเริ่มเมื่อไหร่,อาการแพ้ท้องเริ่มตอนไหน,อาการตั้งครรภ์ 1 สัปดาห์,อาการคนท้อง,อาการคนท้องระยะแรก,ประจําเดือนไม่มา,การตั้งครรภ์ระยะแรก,การตกไข่,การปฏิสนธิ,อาการคนท้อง,การดูแลครรภ์,การตั้งชื่อ,ตั้งครรภ์ 1 เดือน,อาการตั้งครรภ์,ตั้งครรภ์ 4 เดือน,ตั้งครรภ์ 5 เดือน,อยากตั้งครรภ์,การตั้งครรภ์,ตั้งครรภ์ 2 เดือน,ตั้งครรภ์ 6 เดือน

อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง

 

          เมื่อพูดถึง”อาการแพ้ท้อง“แล้ว สาวๆ หรือคุณแม่หลายคนคงจะรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะว่าอาการแพ้ท้องนั้น จะเป็นอาการหนึ่งของคุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่แต่ละคนจะมีระยะเวลาการแพ้ท้องที่ไม่เท่ากัน บางคนอาจจะแพ้ท้องแค่ช่วง 6-20สัปดาห์เท่านั้น แต่บางรายก็มีอาการแพ้ท้องไปตลอดจนคลอดเลยก็มี 

          วันนี้เราก็ได้นำเรื่องราว และอาการที่แสดงให้เห็นว่า คุณกำลังจะเป็นคุณแม่คนใหม่ คุณกำลังแพ้ท้องแล้วนะ อีกทั้งยังมีเคล็ดลับในการบรรเท่าอาการแพ้ท้องของคุณได้อีกด้วย ไปดูกันเลย….

อาการแพ้ท้อง เป็นอาการที่ยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ โดยลักษณะของอาการแพ้ท้อง จะทำให้คุณแม่มีอาการ คลื่นไส้อาเจียน รู้สึกไวต่อกลิ่น ยิ่งอาหารที่มีกลิ่นหน่อยนี่ ไม่ได้เลย ต้องวิ่งไปอาเจียนอย่างเดียว

          แต่ใช่ว่าอาการแพ้ท้อง จะไม่มีวิธีรับมือนะ เค้าบอกว่า หากมีอาการแพ้ท้องนั้น คือแบบว่า คลื่นใส้อาเจียน จนกินอาหารไม่ได้เลยนั้น ก็ไม่ต้องไปฝืนกิน แต่อาจจะทดแทนด้วยการดื่มน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ทดแทนเอาก็ได้ แต่หากว่าอาการยังไม่บรรเทา ให้ไปพบแพทย์ทันที แต่ข้อห้ามคือ คุณอย่าซื้อยาแก้แพ้มากินเอง เพราะอาจจะทำอันตรายต่อลูกในครรภ์ได้นะ

 

ระยะเวลาของที่เริ่มมีอาการแพ้ท้อง

           ส่วนใหญ่แล้วอาการแพ้ท้องมักจะพบในช่วงไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์ และหากคุณแม่เป็นคนที่มีอาการแพ้ท้องเร็ว อาจจะเริ่มมีอาการตั้งแต่ในช่วงที่รู้สึกว่า “รอบประจำเดือนมาช้า”แต่คุณแม่ส่วนใหญ่มีจะมีอาการแพ้ท้องอยู่ในช่วง ตั้งแต่ประมาณ 6 สัปดาห์ จนถึงประมาณ 14 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ และช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดนั้นจะเป็นช่วง 8 – 9 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ โดยช่วงเวลาของอาการแพ้ท้องจะแตกต่างกันไปในคุณแม่แต่ละคนมีบางคนที่อาการแพ้ท้องบรรเทาลงตอนตั้งครรภ์ประมาณ 10 สัปดาห์ และบางคนที่มีอาการแพ้ท้องไปจนถึงช่วงหลังตั้งครรภ์ หรือบางคนอาจไม่แพ้ท้องเลย

 

ลักษณะของอาการแพ้ท้อง

     อาการหลักของการแพ้ท้องคือ คลื่นไส้และอาเจียน ส่วนใหญ่จะเป็นตอนตื่นนอนในตอนเช้า หรือจะเป็นหนักตอนที่ท้องว่าง โดยอาการเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในคุณแม่แต่ละคน ซึ่งตัวอย่างอาการป่วยหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้

1.คลื่นไส้อาเจียน
จะรู้สึกอึดอัดท้องและหน้าอกมากจนอาเจียนออกมา เมื่ออาเจียนตอนท้องว่างจะรู้สึกทรมานมาก เพราะไม่มีอะไรออกมา โดยบางคน
อาจมีอาการ“แพ้ท้องจนต้องกิน”เพราะหากไม่มีอะไรอยู่ในปากตลอดจะรู้สึกคลื่นไส้

2.ไวต่อกลิ่น
อาการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากระบบประสาทอัตโนมัติไม่มั่นคง อาจจะรู้สึกไม่สบายทันทีเมื่อได้กลิ่นเหม็น จากสิ่งที่ปกติไม่รู้สึกเหม็น
หรือรู้สึกหอมมากกับบางสิ่ง เช่น กลิ่นหุงข้าว กลิ่นไอน้ำจากของต้ม

3.ความชอบของกินเปลี่ยนไป
จู่ ๆ ก็ไม่สามารถกินของที่เคยชอบได้ และบางครั้งก็อยากกินของที่ไม่เคยชอบอย่างมาก

4.รู้สึกง่วงนอน
อาจจะรู้สึกร่างกายเมื่อยล้า นอนเท่าไรก็ไม่หายง่วงนอน

5.รู้สึกหงุดหงิด และปวดหัว
พบว่ามีหลายคนที่รู้สึกปวดหัวและหงุดหงิดแบบปวดประจำเดือนในช่วงที่แพ้ท้อง

 

วิธีจัดการกับอาการแพ้ท้อง

สิ่งแรกสุดในการจัดการกับอาการแพ้ท้อง คือ คุณแม่“จะต้องไม่ฝืนตัวเอง” แม้ว่าจะรู้สึกคลื่นไส้แค่ไหน ก็ขอให้ลองสร้างหรืออยู่ใน
สภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้คุณแม่อยากกินอาหารได้เมื่อท้องว่าง และพักผ่อนได้เมื่ออ่อนล้า

1.แม้ว่าคุณแม่จะกินไม่ค่อยลงบ้างก็ไม่เป็นไร

สิ่งแรกสุดในการจัดการกับอาการแพ้ท้อง คือ คุณแม่“จะต้องไม่ฝืนตัวเอง” แม้ว่าจะรู้สึกคลื่นไส้แค่ไหน ก็ขอให้ลองสร้างหรืออยู่ใน
สภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้คุณแม่อยากกินอาหารได้เมื่อท้องว่าง และพักผ่อนได้เมื่ออ่อนล้า
นอกจากนี้ในร่างกายของคุณแม่เองนั้น จะมีกลไกการทำงานที่จะคอยป้อนสารอาหารที่จำเป็นให้แก่ลูกน้อยก่อน ซึ่งถือว่าเป็น
ความลึกลับของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากนี้วิตามินที่จำเป็นสำหรับลูกน้อยที่คุณแม่จะต้องได้รับ คือ กรดโฟลิก แต่ในขณะเดียวกัน
คุณแม่ก็สามารถกินของที่อยากกินได้ด้วย

2.จุดสำคัญในการรับมืออาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องจะแตกต่างกันไปในคุณแม่แต่ละคน แต่หากคุณแม่รู้ถึงจุดสำคัญพื้นฐานก็จะทำให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้

กินอาหารเสริมเพิ่มเติมแทน

ในช่วงแพ้ท้อง จะเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ยังไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปริมาณหรือความสมดุลของสารอาหารมากนัก แต่ถ้าตอนไหนที่คุณแม่
สามารถกินได้เองแม้ว่าจะไม่มีความอยากอาหาร ก็ขอให้กินเข้าไปแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีเพื่อเป็นการเพิ่มพลังงานให้ร่างกายของคุณแม่เอง
เคยมีการกล่าวไว้ว่า เมื่อคุณแม่เกิดอยากกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์อย่างไม่มีเหตุผลขึ้นมา คุณแม่ก็สามารถทานอาหารเหล่านั้นได้เลย
แต่ในความเป็นจริงแล้วช่วงนี้อาหารที่คุณแม่ควรกิน คือ อาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิก และวิตามินที่จำเป็นต่อการดูดซึมกรดโฟลิก
(วิตามิน B12 วิตามิน B6 และวิตามินซี) มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งประกอบกับรายงานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขาดแคลนกรดโฟลิก
ของคุณแม่ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการแท้งหรือทำให้เด็กในครรภ์ไม่สมประกอบนั่นเอง โดยกรดโฟลิก
ที่ว่านี้จะมีอยู่มากในอาหารเหล่านี้ ได้แก่ สตรอเบอร์รี่ เกรปฟรุต ผักขม และบร็อคโคลี่ เป็นต้น แต่หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้องจนไม่สามารถ
รับสิ่งเหล่านี้ได้ก็ควรกินอาหารเสริมที่ประกอบด้วยวิตามินรวมที่มีกรดโฟลิกผสมอยู่ทดแทน

ดื่มน้ำให้มากๆ

คุณแม่ต้องคอยดื่มน้ำให้มากๆเข้าไว้ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และการปัสสาวะเข้มข้น หรือคุณแม่อาจจะเลือกดื่มเครื่องดื่มประเภท
เกลือแร่ ที่มีเกลือแร่ผสมอยู่มาก ที่มีประสิทธิภาพให้การช่วยดูดซึมน้ำให้กับร่างกายได้ดีอีกด้วย

เตรียมของกินไว้ข้างเตียง

คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกคลื่นไส้ในตอนเช้าเมื่อตื่นนอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คุณแม่รู้สึกทรมานไปทั้งวันได้ ดังนั้นคุณแม่ควรที่จะเตรียม
ของกินไว้ที่ข้างเตียง เช่น บิสกิต แครกเกอร์ เป็นต้น เมื่อตื่นมาคุณแม่ก็จะสามารถกินได้ทันทีเลย ซึ่งวิธีนี้อาจจะทำได้รู้สึกสบายขึ้น
เมื่อกินได้ และทำให้การเริ่มต้นวันใหม่ไปได้อย่างราบรื่น

ไม่ฝืนทำงานหรือทำงานบ้าน

ในช่วงที่มีอาการแพ้ท้องรู้สึกไวต่อกลิ่น คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกทนกับกลิ่นต่างๆไม่ได้ เช่น กลิ่นปรุงอาหาร กลิ่นรถไฟฟ้าที่ใช้เดินทาง
ไปทำงาน เป็นต้นดังนั้นคุณแม่ไม่ควรฝืนตัวเองไปทำงาน หรือทำงานบ้าน เพราะสภาพร่างกายของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และสภาพของลูกน้อย
ยังไม่แข็งแรงมากนักโดยอาจจะเปลี่ยนให้คนอื่นทำงานบ้านแทน หรือซื้ออาหารมากินแทนจะดีกว่า

เปลี่ยนแปลงอารมณ์ให้หลากหลายมากขึ้น

ส่วนใหญ่อาการแพ้ท้องจะมีสาเหตุมาจากจิตใจ หากได้พบและพูดคุยกับเพื่อน หรือจดจออยู่กับสิ่งที่ชอบ อาจจะช่วยให้คุณแม่รู้สึก
ดีขึ้นได้เนื่องจากได้เปลี่ยนแปลงอารมณ์ให้หลากหลายมากขึ้น

3.ภาวะแพ้ท้องขั้นรุนแรง

เมื่ออยู่ในช่วงแพ้ท้องหนัก แต่ถ้าคุณแม่ยังกินอาหารได้บ้างแม้ว่าจะไม่สม่ำเสมอ และไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันก็ถือว่าไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ถ้าเกิดอาการขั้นรุงแรงที่เรียกว่า “ภาวะแพ้ท้องขั้นรุนแรง (hyperemesis gravidarum)”อันได้แก่

อยู่ในภาวะขาดน้ำเนื่องจากอาเจียนหลายครั้งตลอดทั้งวัน
แทบจะกินไม่ได้เลยเป็นเวลาหลายวัน
น้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม จากก่อนตั้งครรภ์
รู้สึกหมดแรงและวิงเวียน

     ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้นั้น เช่นคุณแม่ควรจะรีบไปพบแพทย์จะดีที่สุด โดยวิธีการรักษา คุณแม่จะควรดื่มน้ำ
ให้มาก กินอาหารเพื่อเพิ่มสารอาหารให้กับร่างกาย หรือให้ร่างกายได้รับวิตามินที่มีกรดโฟลิกเป็นหลัก และบางกรณีเมื่อไปพบแพทย์
คุณแม่อาจจะต้องได้รับสารกล่อมประสาทหรือสารระงับการอาเจียนทางเส้นเลือดด้วยก็เป็นได้ นอกจากนี้ในกรณีที่คุณแม่ไม่มีความ
อยากอาหารเนื่องจากแพ้ท้องติดต่อกันจนมาถึงหลังของไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ ควรจะต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็น
อันตรายต่อลูกน้อยได้

 

Cre : www.mamypoko.co.th/tip_pregnant4.html

 

อาการแพ้ท้อง

Comments

comments

Houston DWI Lawyer