Apr 122013
 

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลางนั้น มีหลากรสชาติ หลายเรื่องราว เพราะว่าในอดีตนั้น ภาคกลางของไทย เป็นเขตพื้นที่ ที่อยู่ใกล้กับตัวพระนครมากที่สุด จึงทำให้มีนิทานเกิดขึ้นหลายเรื่อง และหลายๆเรื่อง ก็ได้ถูกบันทึก จารึกไว้เป็ยลายลักษณ์อักษร เพราะความที่อยู่ในพื้นที่ ที่มีความเจริญเข้ามาก่อนส่วนอื่นๆ ทำให้ความหลากหลาย ของเรื่องราวต่างๆนั้น มีเยอะเหลือเกิน…

phapai line

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง

                นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เมื่อผู้อ่านลองสังเกตุดูแล้วนั้น แต่ละเรื่องมักจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับบุรุษเก่งกล้า โอรส ธิดา ผู้วิเศษ นักรบ ทหารไรโน่นแหล่ะ ก็เพราะว่าคนที่เค้าประพันธ์นิทานนั้นขึ้นมา ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่เก่ง ไม่ใช่ตาสีตาสา หรือชาวบ้านทั่วไป แต่มักจะเป็นคนที่มียศ มีตำแหน่ง คนพวกนี้ เค้าได้เป็นรู้ ไปเห็นบ้านเมือง สถานที่ต่างๆมาเยอะยังไงหล่ะ ประกอบกับเป็นผู้ที่มีความรู้ระดับหนึ่งของสมัยนั้น จึงใฝ่ที่จะออกไปสำรวจโลกกว้าง แทนที่จะทำมาหากิน เลี้ยงปากท้องไปวันๆ เหมือนชาวบ้านทั่วไป 

               ดังนั้น คนที่เค้าไปเห็นโลกกว้าง ย่อมที่จะมีเรื่องราวมากมาย มีความคิดสร้างสรรค์ มีแรงบันดาลใจมากกว่าคนที่อยู่กับที่ และมีความรู้ความสามารถที่จะเข้ารับราชการแผ่นดิน ในสมัยนั้นได้ เรื่องราวเนื้อหาของนิทานพื้นบ้านภาคกลางนั้น เค้าโครงมักจะดูซับซ้อนมากกว่านิทานของชาวบ้านทั่วไป นิทานบางเรื่องนั้น ได้ถูกแต่งขึ้นเป็นกลอน โวหารที่ยาวมาก จึงเป็นสิ่งบ่งบอกเป็นอย่างดี่ว่า คนที่เค้าแต่งนิทาน หรือจดบันทึกมานั้น ต้องเป็นผู้ที่มีวิชาความรู้ เก่งกล้า เฉลียวฉลาดอย่างแน่นอน

               เราจึงมีนิทานพื้นบ้านภาคกลาง บางส่วนมาให้ท่านได้ดู ได้ชม ได้อ่าน ซึ่งนิทานพื้นบ้านภาคกลางแต่ละเรื่องที่เรานำมาฝากนั้น เราได้คัดสรรค์มาอย่างดีแล้วว่า จะสร้างประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างแน่นอน ดังนั้น เราไปดูนิทานพื้นบ้านภาคกลางกันเลยดีกว่า…

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง : บางแม่หม้าย (จ.สุพรรณบุรี)

มีเรื่องเล่ากันว่ามีชายหนุ่มสองพี่น้องผูกสมัครรักใคร่สาวทางบ้านบางแม่หม้าย จนถึงได้สู่ขอและกำหนดนัดวันแต่งงาน เมื่อถึงกำหนดฝ่ายเจ้าบ่าวก็เคลื่อนขบวนสำเภาขันหมากมารับพวกมโหรีที่บ้านแห่งหนึ่ง เรียกว่า บ้านบางซอซึ่งวงมโหรีได้บรรเลงเพลงมาตามทางอย่างสนุกสนาน แต่ที่สนุกที่สุดก็เมื่อเดินทางมาถึงย่านน้ำอันกว้างใหญ่ อุดมไปด้วยสัตว์น้ำที่ดุร้าย คือ จระเข้ได้เกิดพายุใหญ่พัดจนสำเภาล่มจึงเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า บ้านสำเภาล่ม หรือสำเภาทะลายปัจจุบันเรียก บ้านสำเภาทอง

เมื่อเรือล่ม บางคนก็จมน้ำตาย บางคนก็ถูกจระเข้คาบไป เจ้าบ่าวถูกจระเข้คาบว่ายไปทางทิศเหนือ ถึงบ้านเจ้าสาวเมื่อพวกเจ้าสาวเห็นก็จำได้จึงไปบอกเจ้าสาว.. เจ้าสาวเสียใจมากวิ่งตามตลิ่งตามดูเจ้าบ่าวไปจนถึงที่แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่อาจตามไปได้ทันท่วงทีจึงได้แต่แลมองไปจนสุดสายตาที่ที่เจ้าสาวยืนมองอยู่นี้ ต่อมาเรียกว่า วัดบ้านสุด

แม้กระนั้นนางก็มิได้ท้อถอยมุ่งหน้าติดตามไปเรื่อย ๆ จนเหนื่อยอ่อนจึงนั่งพักที่โคกแห่งหนึ่งต่อมาได้ชื่อว่า “โคกนางอ่อน” เมื่อหายเหนื่อย นางก็ตามต่อไปอีกจนถึงโพนางเซาต่อมานางได้ข่าวว่า มีจระเข้คาบคนรักไปทางทิศใต้ จึงย้อนกลับมาและพบศพนางจึงนำศพมาฌาปนกิจที่วัดต่อมาวันนั้นชื่อว่า “วัดศพ” ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดประสบสุขและบ้านเจ้าสาวจึงได้ชื่อว่า “บางแม่หม้าย” มาจนทุกวันนี้…

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง เพื่อนเลียนแบบ

เรื่องมีอยู่ว่าชายหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งได้เมียสวยอาชีพทอดแห ยืนหัวเรือทอดแหหัวเรือ ได้ปลากลับมาให้เมียขายในวันรุ่งขึ้น ธรรมดาคนเพิ่งได้เมียใหม่ พอไปทอดแหสักพักหนึ่งก็กลับมากินห่อตามธรรมดาข้าวใหม่ปลามัน

มีชายคนหนึ่งเพิ่งสึกจากวัดผมพอดีดน้ำ หากินเลียนแบบเพื่อน ชอบมาลักซุ่มอยู่ข้างเรือนผัวเมียทอดแหเสอะห่อ ชายเพิ่งได้เมียคนนั้นทอดแหสักพักก็กลับมาตั้งแหดังโครกนอกชานเรือนแล้วเข้า ไป เสอะห่อทุกคืนโดยนางเมียก็นอนไม่ใส่กลอนประตู โดยไม่ต้องตื่นและลุกขึ้นให้เสียเวลา ทำเช่นนั้นเป็นประจำทุกคืน จนชายเพิ่งสึกจากวัดผมดีดน้ำคนนั้นเลียนแบบ พอเจ้าผัวไปเสียพักหนึ่ง นางเมียสวยกลางหลับสนิท ก็เอาแหตั้งโครกนอกชานแล้วเข้าไปทำเหมือนผัวนางคนนั้นทำ ทั้งเมียสวยเพื่อนกลางหลับ น่าจะสลึมสลือหรือผิดประหลาดไปบ้าง เอามือคลำหัวชาย ชายนั้นผมพอดีดน้ำก็ยกหัวให้สูงเสีย ทำงานกินห่อเสร็จก็ยกแหลงเรือนไป อยู่มาไม่นานเจ้าผัวก็ถลันเอาแหตั้งโครก เข้าไป นางเมียยังไม่ทันหลับดีก็ทำหลับ พอถูกเข้าสองซ้ำในเวลาไล่เลี่ยกันนางเมียรู้แต่เฉย ๆ เสีย อย่าให้เรื่องอื้อฉาวจะละอายชาวบ้าน เพราะไม่ใช่เจ็บช้ำอะไรเลย หากพูดไปก็เสียชื่อเสียงเปล่า (นิ่งไว้ได้กำไร พูดออกไปขาดทุน) เรื่องจะจบเพียงครั้งเดียวหรือไปยาว ผู้อ่านลองคิดดูเอาเอง ผู้เขียนก็สันนิษฐานไม่ได้ว่าอย่างไร

 

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง : สองพี่น้อง (จ.สุพรรณบุรี)

ที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีคลองอยู่คลองหนึ่ง เรียกว่า “คลองสองพี่น้อง” ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสองพี่น้อง เรื่องนี้มีนิทานเล่ากันมาแต่โบราณว่า…

สมัยหนึ่งมีชายสองคนพี่น้องอาศัยอยู่ที่คลองนี้ ทั้งสองมีอาชีพทำไร่ทำสวน ฐานะค่อนข้างมีอันจะกิน และรูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ เป็นที่หมายปองของสาวในบ้านเดียวกัน แต่ชายหนุ่มทั้งสองหาสนใจไม่ ต่อมาไม่นานทั้งสองได้ข่าวว่ามีสาวงามสองคนอยู่ในตำบลท้องที่อำเภอบางปลาม้า หญิงทั้งสองนี้สวยงามมาก ชายทั้งสองพี่น้องจึงคิดต้องการนางมาเป็นคู่ครองทั้งสองคน ต่อมาสองพี่น้องได้จัดเถ้าแก่ไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่ายหญิงเมื่อได้ฟังคุณสมบัติของฝ่ายชายก็ไม่รังเกียจ และเห็นว่าลูกสาวของตนอายุสมควรที่จะมีคู่ครองได้แล้วจึงตอบตกลง “เมื่อมาสู่ขอลูกสาวของฉันไปตกไปแต่งทั้งที ก็ขอให้สมกับหน้าตา ฐานะหน่อยหนึ่งจะได้ไหม” พ่อขอฝ่ายหญิงกล่าวกับเถ้าแก่ ฝ่ายหญิงต้องการให้จัดขบวนขันหมากลงเรือสำเภาให้ใหญ่โต จะได้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวบ้านแถวนี้

ครั้งถึงวันกำหนดนัด ฝ่ายชายก็จัดเครื่องขันหมากและเครื่องใช้ในการแต่งงานลงเรือสำเภา มีมโหรีปี่พาทย์ครบครัน เมื่อได้ฤกษ์ขบวนขันหมากพร้อมทั้งเจ้าบ่าวทั้งสอง ก็เริ่มเคลื่อนที่จากคลองสองพี่น้องออกไปทางแม่น้ำสุพรรณขึ้นไปทางเหนือมุ่งหน้าไปบ้านเจ้าสาว

ขณะที่เรื่อแล่นไป นักดนตรีก็เล่นดนตรีดังไปตลอดทาง จนถึงตำบลหนึ่ง เมื่อนักดนตรีเปลี่ยนเพลงมาเล่นซอ ชาวบ้านจึงเรียกที่แห่งนี้ว่า “บางซอ” เพราะนักดนตรีไปเล่นซอที่นั่น เมื่อแล่นไปอีกไม่นานเสียงดนตรีก็ยิ่งดังครึกครื้น สนุกสนาน ผู้คนในเรือก็ร้องรำกันไม่ได้หยุดที่แห่งนี้จึงเรียกว่า “บ้านสนุก”

เมื่อเรือขบวนขันหมากเลยบ้านสีสนุกไปได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์อย่างไม่คาดคิดขึ้น คือ เรือสำเภาที่บรรทุกทั้งคนทั้งเครื่องใช้ไม้สอยสำหรับงานแต่งานได้เกิดอุบัติเหตุอับปางล่มลง คนที่มากับขบวนขันหมาก และสิ่งของเครื่องใช้จมหายไปในน้ำหมด ดังนั้น ตรงที่เรือสำเภาล่มนั้นปัจจุบันจึงเรียกว่า “สำเภาทลาย” ส่วนเจ้าบ่าวสองพี่น้องจมน้ำตายทั้งคู่ ฝ่ายเจ้าสาวทั้งสองสมกับเป็นเจ้าสาวรอขบวนขันหมากด้วยใจระทึก ต่างคนก็คิดถึงเจ้าบ่าวของตนเองว่าหน้าตาหล่อเหลาแค่ไหน แต่เมื่อมีคนมาส่งข่าวว่าขบวนเรือขันหมากของสองพี่น้องล่มลงกลางแม่น้ำเสียแล้ว และเจ้าบ่าวของเธอก็จมน้ำตายด้วย หญิงทั้งสองเสียใจมาก เธอร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกบ้านที่หญิงทั้งสองอยู่ว่า “บ้านแม่หม้าย” ซึ่งปัจจุบันก็ขึ้นอยู่กับอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง : วังตาเพชร (จ.สุพรรณบุรี)

แถว ๆ โรงสี ตอนนี้เค้าถมที่กลายเป็นโรงสีไปแล้ว เขาเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนจะมีชายแก่อยู่คนนึงเขาเรียนพวกเวทย์มนต์อะไรพวกนี้ คาถาก็มีเมีย อยู่ด้วยกันเองตายาย

วันหนึ่งก็จะไปทำบุญ เมียก็ไม่มีเรือ ตัวเองก็มีคาถาแปลงตัวเป็นจระเข้ ก็เลยแปลงตัวเป็นจระเข้ให้เมียเดินทางข้ามไปฟากนู้น เพื่อที่จะไปทำบุญที่วัด พอดีเขาก็เสกน้ำมนต์ไว้ขันนึงบอกว่า ระหว่างเดินทางให้ถือขันน้ำมนต์นี้ไปด้วย เวลาข้ามฟากแล้วก็เทน้ำมนต์รดหัวจระเข้ ซึ่งตาคนนี้ได้แปลงเป็นจระเข้ แล้วตัวเองก็จะกลับกลายเป็นคน

แต่ว่าเวลาถึงกลางแม่น้ำเนี่ยขันน้ำมนต์มันก็เกิดหก ตามันก็เลยไม่สามารถที่จะกลายเป็นคนได้ ก็เป็นจระเข้ตลอดเขาก็เลยเรียกตรงนั้นว่า “บึงตาเพชร”

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เขานมนาง (จ.สุพรรณบุรี)

ตำนานเรื่องบางนางบวช เกิดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอ่างทอง กล่าวกันว่าครั้งหนึ่ง มีหญิงงามชื่อพิมสุราลัย มีรูปร่างหน้าตาสวยงามเป็นที่หมายปอง ของบรรดาชายหนุ่มหลายคนชายหนุ่มเหล่านั้นพยายามแย่งชิงนาง จนเกิดเป็นเรื่องราวทะเลาะวิวาทกัน

ทำให้นางพิมสุราลัยไม่พอใจ ในที่สุดนางก็ตัดสินใจหนีเข้าไปอยู่ในป่าตามลำพัง ทำมาหากินด้วยการปลูกข้าวและทอผ้า แต่เคราะห์กรรมยังตามไปถึงในป่า มีพรานป่าคนหนึ่งชื่อตาลีนนท์ ได้เห็นนางเข้าและเกิดความรัก ตาลีนนท์เป็นคนมีเวทมนตร์จำแลงแปลงกายได้ จึงแปลงกายเป็นงูเข้าไปแอบซ่อนอยู่ในกระท่อมของนางพิมสุราลัย

ครั้นนางเข้าไปในกระท่อม งูแปลงก็เลื้อยเข้าไปรัดนางไว้ นางพิมสุราลัยตกใจจึง คว้ามีดฟันงูนั้นจนตาย เมื่อสิ้นชีวิตเวทย์มนตร์ก็เสื่อมลงร่างของงูจึงกลับคืนเป็นพรานป่า นางพิมสุราลัยรู้ตัวว่าฆ่าคนตายก็มีความตกใจและเสียใจมาก

นางคิดแค้นใจว่า ความสวยงามของนางเป็นเหตุให้เกิดเรื่องเดือดร้อนต่าง ๆ จน ต้องหนีมาอยู่ในป่าก็ยังไม่พ้น จึงคว้าเอามีดมาตัดนมทั้งสองข้างขว้างทิ้งไป กลายเป็นเขา 2 ลูก ชื่อ “เขานม” นางอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นนางก็ซัดเซพเนจรไป ตามลำพังในกลางป่า ตกค่ำก็อาศัยนอนในวัด วัดที่นางพิมสุราลัยไปอาศัยนอนนั้น ต่อมาได้ชื่อว่า “วัดนางนอน” ท้ายที่สุด นางก็ได้ไปบวชอยู่บนเขาแห่งหนึ่ง เขานั้นจึง ได้ชื่อว่า “เขาบางนางบวช”

นอกจากนั้น ยังมีหมู่บ้านในแขวงเมืองอ่างทองที่เล่ากันว่านางเคยไปถือศีลอยู่ ชื่อว่า “บ้านไผ่” จำศีล ส่วนบ้านเดิมของนางพิมสุราลัยที่จังหวัดสุพรรณบุรีนั้น ปัจจุบันชื่อ “บ้านเดิมบาง”

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง วัดพนัญเชิง (จ.อยุธยา)

วัดพนัญเชิง เป็นวัดใหญ่ที่สำคัญวัดหนึ่งในจังหวัดอยุธยา ตั้งอยู่ที่แหลมบางกะจะ เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ซึ่งชาวบ้านนับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์กันมาก ตำนานเกี่ยวกับการสร้างวัดพนัญเชิงนั้นมีมาเก่าแก่ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา

เรื่องราวของพระเจ้าสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมากนั้น มีกล่าวไว้ในพงศาวดารเหนือ ฟังดูเหมือนเรื่องเลื่อนลอย แต่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้ค้นคว้าแล้วปรากฏว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งนั้นมีตัวจริง เคยเป็นกษัตริย์ซึ่งครองเมืองเก่าที่ตั้งอยู่ที่หนองโสน ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสร้างกรุงศรีอยุธยา และเป็นผู้สร้างวัดสำคัญ คือ “วัดพนัญเชิง” และ “วัดมงคลบพิตร” ซึ่งยังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

ตำนานเกี่ยวกับพระเจ้าสายน้ำผึ้งและพระนางสร้อยดอกหมากเล่าว่า ครั้งนั้นกษัตริย์ครองกรุงอโยธยาสิ้นพระชนม์ลง ไม่มีรัชทายาทสืบสันติวงศ์ บรรดาอำมาตย์จึงปรึกษากันหาคนดีมีบุญมาเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยให้เสี่ยงทายเรือพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งนั้นก็ลอยไปจอดกลางทุ่งนาแห่งหนึ่ง ซึ่งเด็กเลี้ยงควายกำลังเล่นกันอยู่

เด็กคนหนึ่งเล่นเป็นกษัตริย์ ตัดสินลงโทษประหารชีวิตเพื่อนอีกคนหนึ่งโดยใช้ไม่ไผ่ทำเป็นดาบ พอเพชฌฆาตลงดาบปรากฏว่าเด็กชาวนานั้นคอขาดกระเด็นไปตามคำสั่ง บรรดาอำมาตย์เห็นเป็นเหตุอัศจรรย์ จึงเชิญเด็กชาวนานั้นขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงอโยธยาสืบมา

ทางฝ่ายพระเจ้ากรุงจีน มีธิดาบุญธรรมซึ่งกล่าวกันว่ามีกำเนิดจากจั่นหมาก จึงได้นามว่า “สร้อยดอกหมาก” มีสิริโฉมงดงาม ครั้นนางเจริญวัยโหรได้ทำนายว่า นางจะได้เป็นคู่ครองของกษัตริย์แห่งเมืองอโยธยา พระเจ้ากรุงจีนส่งสาสน์มายังพระเจ้ากรุงอโยธยาถวายนางเป็นชายา

พระเจ้ากรุงอโยธยาได้รับสาสน์นั้นก็มีความยินดี รีบจัดกระบวนเรือออกไปรับตัวนาง ขณะที่เรือพระที่นั่งผ่านไปถึงวัดปากคลอง ได้ทอดพระเนตรเห็นรวงผึ้งใหญ่เกาะอยู่ที่ใต้ช่อฟ้า จึงทรงอธิษฐานว่าหากพระองค์มีบุญญาธิการ จะได้ปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข ขอให้น้ำผึ้งหยดลงมาที่เรือ ครั้นหันหัวเรือเข้าไป น้ำผึ้งก็หยดลงมาที่หัวเรือดังคำอธิษฐาน ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จึงพากันขนานพระนามว่า “พระเจ้าสายน้ำผึ้ง”

เมื่อพระองค์เสด็จถึงเมืองจีน พระเจ้ากรุงจีนได้รับเสด็จและจัดการอภิเษกสมรสให้อย่างสมพระเกียรติ จากนั้นพระเจ้าสายน้ำผึ้งก็พาพระนางสร้อยดอกหมากเสด็จกลับกรุงอโยธยา ครั้นมาถึงบริเวณที่เป็นวัดพนัญเชิงในปัจจุบัน พระเจ้าสายน้ำผึ้งก็ให้พระนางสร้อยดอกหมากรออยู่ในเรือพระที่นั่ง ส่วนพระองค์เสด็จเข้าพระราชวังเพื่อเตรียมรับเสด็จ

ครั้นเรียบร้อยแล้วก็ให้คนมาเชิญเสด็จพระนางสร้อยดอกหมากเข้าไปในวัง แต่พระนางสร้อยดอกหมากเกิดความน้อยพระทัยที่พระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่เสด็จออกมารับเอง จึงรับสั่งว่าถ้าไม่เสด็จออกมารับก็จะไม่เข้าไป ครั้นคนนำความไปกราบทูล พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ทรงเห็นเป็นเรื่องขบขัน รับสั่งว่านางอุตส่าห์มาจากเมืองจีนจนมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าไม่ยอมขึ้นมาก็เชิญประทับอยู่ในพระที่นั่งนั้นเถิด

เมื่อพระนางสร้อยดอกหมากได้ทรงทราบความก็ยิ่งน้อยพระทัยมากถึง กับทรงกลั้นใจตาย เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จออกไปรับและได้ทรงทราบก็เศร้าโศกเสียพระทัยยิ่งนัก จึงเชิญศพนางไปพระราชทานเพลิงศพและให้สร้างพระอารามขึ้นตรงบริเวณที่พระราชทานเพลิงศพ พระราชทานนามว่า “วัดพระนางเชิง” ซึ่งต่อมาเรียกเพี้ยนไปว่า “วัดพนัญเชิง”

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง ไกรทอง (จ.พิจิตร)

ชาละวันเป็นจระเข้เจ้า อาศัยอยู่ในถ้ำทองใต้บาดาล ในถ้ำทองจระเข้ จะกลายร่างเป็นคนได้ ชาละวันตอนกลายร่างเป็นคนจะเป็นหนุ่มรูปงาม โดยชาละวันเองมีเมียสาวสวยเป็นนางจระเข้ 2 ตัวคือ วิมาลา และเลื่อมลายวรรณ ชาละวันเป็นหลานชายของ ท้าวรำไพ ผู้เป็นจระเข้เจ้าที่อยู่ในศีลธรรม ไม่เคยจับสัตว์หรือมนุษย์กินเป็นอาหารและจะกินแต่ซากสัตว์ที่ตายแล้วเป็นอาหารเท่านั้น ชาละวันแม้อยู่ในถ้ำทองจะอิ่มทิพย์ไม่ต้องกินเนื้อ แต่ด้วยความมีนิสัยที่เป็นอันธพาล จึงชอบมาเมืองบนตามแม่น้ำลำคลอง จับคนที่เป็นชาวบ้านและสัตว์กินเพื่อความสนุกสนาน

ณ หมู่บ้านดงเศรษฐี แขวงเมืองพิจิตร มีพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่ง มีความงามเป็นที่เลื่องลือ ชื่อนางตะเภาแก้ว ผู้พี่ และนางตะเภาทองผู้น้อง ทั้งสองเป็นบุตรเศรษฐีคำ และคุณนายทองมา วันหนึ่งนางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองได้ลงไปเล่นน้ำที่ท่าหน้าบ้าน ช่วงเวลานั้นเจ้าชาละวัน ซึ่งเป็นจระเข้ได้ออกมาว่ายน้ำหาเหยื่อ เมื่อได้เห็นนางตะเภาทอง ก็ลุ่มหลงในความงาม จึงโผล่ขึ้นเหนือน้ำเข้าไปคาบนางตะเภาทองแล้วดำดิ่งไปยังถ้ำทอง อันเป็นที่อยู่ของเจ้าชาละวัน

เมียของชาละวัน คือ วิมาลา และเลื่อมลายวรรณ เห็นก็ไม่พอใจแต่ก็ห้ามสามีไม่ได้ เพราะเกรงกลัวจึงต้องยอมให้ผัวมีเมียเป็นมนุษย์อีกคน เมื่อนางตะเภาทองฟื้นขึ้นมาเจ้าชาละวันก็เกี้ยวพาราสี แต่นางตะเภาทองก็ไม่สนใจ เจ้าชาละวันจึงจำต้องใช้เวทมนตร์สะกดให้นางตะเภาทองหลงรัก และยอมเป็นภรรยาตั้งแต่นั้นมา

เศรษฐีคำและคุณนายทองมาโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก ที่นางตะเภาทองบุตรสาวคนเล็กถูกเจ้าชาละวันคาบไป และคิดว่าบุตรสาวตนคงตายไปแล้ว ด้วยความรักในบุตรสาวและความแค้นในเจ้าชาละวัน จึงประกาศออกไปว่าใครที่พบศพนางตะเภาทอง และสามารถปราบจระเข้ตัวนี้ได้จะมอบสมบัติของตนเองให้ครึ่งหนึ่ง และจะให้แต่งงานกับนางตะเภาแก้วด้วย

แต่ก็ไม่มีหมอจระเข้คนไหนสามารถปราบเจ้าชาละวันได้ นอกจากกลายเป็นเหยื่อของเจ้าชาละวันคนแล้วคนเล่า จนในที่สุดก็มีชายหนุ่มรูปงามนามว่า ไกรทอง ซึ่งได้ร่ำเรียนวิชาการปราบจระเข้จากอาจารย์คง จนมีความเก่งกล้า ได้อาสามาปราบเจ้าชาละวัน แต่อาจารย์คงรู้ว่าเจ้าชาละวันเป็นพญาจระเข้มีอำนาจมาก และหนังเหนี่ยว ฆ่าฟันไม่ตาย เนื่องจากมีเขี้ยวเพชรทำให้อยู่ยงคงกระพัน จึงได้มอบหอกสัตตโลหะ , เทียนระเบิดน้ำ เสื้อยันต์และลูกประคำปลุกเสก แก่ไกรทอง

รุ่งเช้าตั้งพิธีบวงสรวงพร้อมอ่านคาถา ทำให้เจัาชาละวันเกิดร้อนลุ่มต้องออกจาก ถ้ำขึ้นมาต่อสู้กับไกรทอง ไกรทองกระโดดขึ้นบนหลังจระเข้ และแทงด้วยหอกสัตตโลหะ ทำให้อาคมของเขี้ยวเพชรเสื่อม หอกได้ทิ่มแทงเจ้าชาละวันจนบาดเจ็บสาหัส และได้หนีกลับไปที่ถ้ำ แต่ไกรทองก็ใช้เทียนระเบิดน้ำตามไปต่อสู้อีกในถ้ำ

ระหว่างที่เข้าไปในถ้ำไกรทองก็พบกับวิมาลา เมียของชาละวัน ด้วยความเจ้าชู้จึงเกี้ยวพาราสี นางวิมาลาจนนางใจอ่อนยอมเป็นชู้ และบอกทางไปช่วยนางตะเภาทอง

ไกรทองตามมาต่อสู้กับเจ้าชาละวันในถ้าต่อจนเจ้าชาละวันตาย และไกรทองก็ได้พานางตะเภาทองกลับขึ้นมา เศรษฐีดีใจมากจึงจัดงานแต่งงานให้ไกรทองกับนางตะเภาแก้ว พร้อมมอบสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง แถมนางตะเภาทองให้อีกคน ไกรทองจอมเจ้าชู้ก็รับไว้ ด้วยความยินดี

แต่ยังไม่จบแค่นั้นด้วยความเจ้าชู้ของไกรทองแม้ชาละวันตายไป ไกรทองก็ยังหลงรสรักกับนางวิมาลา จึงไปหาสู่ที่ถ้ำทอง และคิดจะพานางวิมาลาไปอยู่กินด้วย โดยทำพิธีทำให้นางยังคงเป็มมนุษย์แม้ออกนอกถ้ำทอง นางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองจับได้ว่า สามีไปมาหาสู่นางจระเข้ จึงไปหาเรื่องกับนางในร่างมนุษย์จนนางวิมาลาทนไม่ไหวกลับร่างเป็นจระเข้และไกรทองต้องออกไปห้ามไม่ให้เมียตีกันและอำลาจากนางวิมาลาด้วยใจอาวรณ์

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง ชิมเห็ดดิบเมาเกือบตาย

เรื่องพบมากับตัวเอง ข้าพเจ้ากลับจากนาข้าว ฤดูเดือนหกฝนตกลงมา เห็ดนางอก ข้าพเจ้าพบเห็ดโคนเก็บมาได้สักหม้อแกง และเห็ดที่คอกควายเก่างอกเป็นรูปซีกเดียวคล้าย ๆ เห็ดชิง ข้าพเจ้าก็เก็บมาล้างให้แม่ยายแกงกินหน้าตะวันเที่ยง แม่ยายแกงเฉพาะเห็ดโคนได้ ๑ หม้อ ส่วนเห็ดซีกนั้นแม่ยายแกงเป็นหม้อหลัง พอตั้งขึ้นไฟก็กินเห็ดโคนกันจนหมดหม้อทั้ง 4 คนผัวเมีย

ส่วนเห็ดที่แกงทีหลังยังไม่ได้กินนั้น ข้าพเจ้าล้างชิมดูดิบ ๆ สัก ๒ เท่าหัวไม้ขีดไฟคงจะได้ พอกินข้าวเที่ยงแล้วนอนวัน ตื่นขึ้นเวียนหัวเรือนหัน ก็รู้ได้ว่าเมาเห็ด ถามคนอื่นที่กินพร้อมกันไม่มีใครเมา ก็นึกได้ว่าเมาเห็ดดิบ ๒ เท่าหัวไม้ขีดไฟแน่ เมาเห็ดนั้นข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่าตายจริง เพราะเพลียปลดข้อมือตีนยกไม่ขึ้นเลย กินยาอะไรก็ไม่รับรู้ อาเจียนจนเหม็นน้ำล้างใส้ ข้าพเจ้านึกได้ลุงทองแก้วแนะยาให้แล้ว ก็ขอช่วยน้าเณรคลักไปเอาชุมเห็ดใหญ่ทั้งห้ามาต้ม กินเข้าไปเจ็บท้องลั่นก็ให้เพื่อนหามไปส้วม พอกินชุมเห็ด ของในพุงถ่ายไปหมดพร้อมทั้งเชื้อเห็ดก็หายเวียนหัว แล้วกินน้ำพร้าวอ่อนตามเพิ่มกำลังก็หายเมาเห็ด

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง นักเลงโตแต่หัวโค้ตายาย

โนราขำ จันทร์เขียว เล่าว่าสมัยรำโนราแกเป็นนางรำของโนราแคล้วโหละยาว โนราขำว่าอีติดหราง (ตะราง) กับเล่นโนรา เรื่องมีว่าที่พัทลุง บ้านใดผู้เขียนจำไม่ได้ มีการรับโนรา เชิญครูเข้าทรง คืนนั้นโนราแคล้วเชิญครูหมอให้หาทรงใหม่ ก็บังเอิญไปจับที่ลูกสาวเจ้าของเรือนที่รับโนราไปเชิญครู เสียงลงลั่นสะเทือนอยู่ในห้องนอน รู้เช่นนั้นก็มีคนผู้เฒ่าไปช่วยแต่งตัวให้รัดกุม เพื่อผ้านุ่งจะไม่หลุด

ฝ่ายพี่บ่าวซึ่งเป็นนักเลงโตในแถวนั้น ฉวยพร้าลืมงอเล่มไอเฒ่า มายืนจังก้าอยู่บนบันไดนอกชานเรือน ยกร่ายรำมีดพร้าแบบนักเลงโตว่า ถ้าน้องสาวลงมาทางนี้กูอีฟันให้คอขาด

พวกโนราอกสั่นขวัญหายไปตามกัน ยิ่งได้ยินเสียงทรงสะเทือนบนบ้าน โนราก็เชิดเครื่อง น้องสาวจับลงรำแฉ้ลงมานอกชานจะผ่านพี่ชายนักเลงรำมีดพร้าลืมงออยู่ ทรงน้องสาวฉัดมีดพร้าปลิวหายไม่รู้ไปตกที่ไหน กระโดดจากเรือนลงไปร่ายรำในโรงมโนรา รำก็ท่าหยาบ ๆ พูดหอบแบบนักเลงโต

***เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า นักเลงโตมาแต่หัวโค้ตายาย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง อยากก็สู้ยิ่งอิ่มยิ่งสู้

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่บ้านคลองทรายสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ สมัยใช้เงินเหรียญไม้เท้า ใครมีนามีวัวควายช้างก็เป็นคนรวย คนร่ำรวยสมัยนั้นเก็บเงินไว้ใช้เอง ไม่มีธนาคารฝาก เรื่องของต้นตระกูลอมแก้ ดูเหมือนเป็นปู่ของพี่เณรเขียนน้องเณรเยื่อง เป็นคนมีเงินสมัยนั้น โจรก็ส่งข่าวมาจากคลองหอยโข่งว่าระวังโจรจะมาปล้น

อยู่มาวันหนึ่งวันนั้นหน้าเที่ยง คน ๆ นี้แบกฟืนเต็ม แบกมาจากไร่เหลือบเห็นคนแปลกหน้านั่งอยู่บนเรือนห้าคน ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นโจร มาคอยปล้นอยู่แล้ว ท่านเห็นเช่นนั้นก็ มันผัดฟืนลงตรงหน้า แล้วบั่นด้วยพร้าเล่มเบ่อเร่อจนดอกไฟกระจาย ปากก็พูดว่า อยาก ๆ อยู่พรรณนี้ได้เห็นเลือดกัน

พวกโจร ๕ คน เห็นแกโมโหอยากข้าวอยู่ก็ไม่ปล้น คอยให้แกกินข้าวอิ่มเสียก่อน จะหายโมโห จึงรอคร่าวให้แกเข้าครัวหุงข้าวสุกกินเสร็จแล้วแกรีบออกมาจากครัวกระโดดลงไป หน้าบันไดรำพร้าเล่มเบ่อเร่อว่า ถ้ากูอิ่มแล้วอย่างนี้ให้มาสักสิบก็ไม่กลัว

พวกโจรห้าคนต่างพยักหน้ากันลุกขึ้น เอามือปัดตะโพกเดินย่องกลับภูมิลำเนาเดิมโดยไม่กล้าสบตาเจ้าเรือน เรื่องนี้เป็นอันว่า อยากกูสู้ ยิ่งอิ่มยิ่งสู้หนักขึ้น

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง ความหวังดีของบิดาที่มีต่อลูกสาว

กาลนานมาแล้ว ในสมัยที่โลกยังไม่มีแปรงสีฟันใช้นั้น มีคหบดีผู้หนึ่งมีความรักใคร่ เอ็นดูบุตรสาวของตนมาก เพราะบุตรสาวของเขานั้นเป็นหญิงที่งามทั้งใบหน้า และกริยา

วันหนึ่งเห็นว่าบุตรสาวของตนชักจะมีขี้ฟันมากเกรอะกรังอยู่ไรฟันเต็มไปหมด เวลาพูดจาหรือเข้าใกล้ก็มีกลิ่นเหม็นคลุ้ง คหบดีผู้นั้นคิดว่าถ้าจะปล่อยให้สภาพการณ์เป็นเช่นนี้ไม่ดีแน่ นอกจากพวกหนุ่มๆที่เข้ามาติดตอมจะเอือมระอาแล้ว ย่อมเป็นที่รังเกียจของสังคมด้วย แต่ก็ไม่กล้าบอกบุตรสาวตรงๆเพราะเกรงบุตรสาวจะอับอาย จึงได้หาอุบายโดยบอกให้บุตรสาวไปหาอ้อยมากินให้มากๆ เพื่อผิวพรรณจะได้สวยงามยิ่งขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วอ้อยเหล่านั้นจะได้ช่วยแปรง และแทะขี้ฟันให้หลุดไปได้

เขาจึงได้ให้เงินลูกสาวเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ไปหาซื้ออ้อยที่สวนข้างๆบ้านมาไว้กิน แต่ขณะที่บุตรสาวเดินไประหว่างทางยังไม่ทันถึงสวนอ้อย เห็นพ่อค้าหาบเผือกต้มสวนทางมา หล่อนอยากกินเป็นกำลัง จึงซื้อเผือกกินเสียจนหมดเงินแล้วจึงเดินกลับบ้าน บิดาเห็นหล่อนเดินมาแต่ไกลจึงนึกดีใจว่าขี้ฟันของลูกสาวตนคงหมดเกลี้ยงดีแล้ว

แต่ที่ไหนได้พอหล่อนเผยอยิ้มเท่านั้น ขี้ฟันกลับพอกพูนเกรอะกรัง ส่งกลิ่นตลบยิ่งขึ้น เพราะเผือกได้เข้าไปจับเกาะเต็มไปหมด คหบดีผู้นั้นเกือบล้มทั้งยืน

คหบดีจึงถามบุตรสาวว่า ?อีหนู เอ็งไม่ได้ไปซื้ออ้อยกินหรอกหรือ?
เปล่าจ้ะพ่อ ฉันนึกอยากกินเผือกต้ม เลยซื้อกินเสียอิ่ม? บุตรสาวตอบ
ชะอีเวรนี่ !เองขี้ฟันจึงมากขึ้นตั้งบุ้งกี๋?

บุตรสาวได้ยินดังนั้นจึงทราบถึงอุบายของบิดา ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จึงหมั่นซื้ออ้อยกินทุกๆวัน ฟันจึงสะอาดหมดจดยิ่งขึ้น…

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง แม่ยายไม่ชอบลูกสะใภ้

มีชายคนหนึ่งชื่อว่าสีมา เค้ากำพร้าพ่ออยู่กับแม่สองคน พอโตเป็นหนุ่มก็แต่งงานในครอบครัวก็รักใคร่กันดี แต่สาวๆที่ผิดหวังจากสีมาอิจฉาจึงยุแหย่แม่ผัวให้เกลียดลูกสะใภ้ ตอนแรกลูกสะใภ้ก็ไม่โต้ตอบเวลาแม่ผัวดุด่า
นานเข้าก็โต้ตอบไปบ้าง ทำให้สีมาหนักใจคิดหาวิธีให้ทั้งสองปรองดองกัน จึงบอกแม่ว่าจะฆ่าเมียตัวเองให้เพื่อให้แม่สบายใจ แต่ก่อนจะฆ่าให้แม่ทำดีกับลูกสะใภ้ สัก 15 วันก่อน และก็ไปบอกเมียให้ทำดีกับแม่ 15 วันเช่นกัน แล้วจะฆ่าแม่ให้

ตั้งแต่นั้นมาทั้งสองต่างทำดีต่อกัน จนเกิดรักใคร่กันจริงๆ พอครบ 15 วันสีมาทำท่าจะฆ่าเมียแม่ก็เข้าห้ามไว้ พอจะฆ่าแม่เมียก็ห้ามไว้ สีมาจึงเอาเคียวเก็บที่เดิมพร้อมยิ้มอย่างสุขใจ ที่แก้ปัญหาลูกสะใภ้กับแม่เกลียดกันได้สำเร็จ

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง ขุนช้าง ขุนแผน

ณ เมืองสุพรรณบุรี
กล่าวถึงครอบครัวสามครอบครัว คือ ครอบครัวของขุนไกรพลพ่ายรับราชการทหาร มีภรรยาชื่อ นางทองประศรี มีลูกชายด้วยกันชื่อ พลายแก้ว ครอบครัวของขุนศรีวิชัย เศรษฐีใหญ่ของเมืองสุพรรณบุรี รับราชการเป็นนายกองกรมช้างนอก ภรรยาชื่อ นางเทพทอง มีลูกชายชื่อ ขุนช้าง ซึ่งหัวล้านมาแต่กำเนิด และครอบครัวของพันศรโยธา เป็นพ่อค้า ภรรยาชื่อ ศรีประจัน มีลูกสาวรูปร่างหน้าตางดงามชื่อ นางพิมพิลาไลย
วันหนึ่งสมเด็จพระพันวษา มีความประสงค์จะล่าควายป่า จึงสั่งให้ขุนไกรปลูกพลับพลาและต้อนควายเตรียมไว้ แต่ควายป่าเหล่านั้นแตกตื่นไม่ยอมเข้าคอก ขุนไกรจึงใช้หอกแทงควายตายไปมากมาย ที่รอดชีวิตก็หนีเข้าป่าไป สมเด็จพระพันวษาโกรธมากสั่งให้ประหารชีวิตขุนไกรเสีย นางทองประศรีรู้ข่าวรีบพาพลายแก้วหนีไปอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี

ทางเมืองสุพรรณบุรี มีพวกโจรจันศรขึ้นปล้นบ้านของขุนศรีวิชัยและฆ่าขุนศรีวิชัยตาย ส่วนพันศรโยธาเดินทางไปค้าขายต่างเมือง พอกลับมาถึงบ้านก็เป็นไข้ป่าตาย
เมื่อพลายแก้วอายุได้ ๑๕ ปี ก็บวชเณรเรียนวิชาอยู่ที่วัดส้มใหญ่ แล้วย้ายไปเรียนต่อที่วัดป่าเลไลย ต่อมาที่วัดป่าเลไลยจัดให้มีเทศน์มหาชาติ เณรพลายแก้วเทศน์กัณฑ์มัทรี ซึ่งนางพิมพิลาไลยเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์ นางพิมเลื่อมใสมากจนเปลื้องผ้าสไบบูชากัณฑ์เทศ์ ขุนช้างเห็นเช่นนั้นก็เปลื้องผ้าห่มของตนวางเคียงกับผ้าสไบของนางพิม อธิฐานขอให้ได้นางเป็นภรรยา ทำให้นางพิมโกรธ ต่อมาเณรพลายแก้วก็สึกแล้วให้นางทองประศรีมาสู่ขอนางพิมและแต่งงานกัน

ทางกรุงศรีอยุธยาได้ข่าวว่ากองทัพเชียงใหม่ตีได้เมืองเชียงทอง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระพันวษาถามหาเชื้อสายของขุนไกร ขุนช้างซึ่งเข้าไปรับราชการอยู่จึงเล่าเรื่องราวความเก่งกล้าสามาราถของพลาย แก้ว เพื่อหวังจะพรากพลายแก้วไปให้ห่างไกลนางพิม สมเด็จพระพันวษาจึงให้ไปตามตัวมาแล้วแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพไปรบกับเมือง เชียงใหม่และได้ชัยชนะ นายบ้านแสนคำแมนแห่งหมู่บ้านจอมทอง เห็นว่าพลายแก้วกับพวกทหารไม่ได้เบียดเบียนให้ชาวบ้านเดือดร้อนจึงยกนางลาว ทองลูกสาวของตนให้เป็นภรรยาของพลายแก้ว

ส่วนนางพิมพิลาไลย เมื่อสามีจากไปทัพได้ไม่นานก็ป่วยหนักรักษาเท่าไรก็ไม่หาย ขรัวตาจูวัดป่าเลไลยแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง อาการไข้จึงหาย ขุนช้างทำอุบายนำหม้อใหม่ใส่กระดูกไปให้นางศรีประจันกับนางวันทองดูว่าพลาย แก้วตายแล้วและขู่ว่านางวันทองจะต้องถูกคุมตัวไว้เป็นม่ายหลวงตามกฎหมาย นางวันทองไม่เชื่อ แต่นางศรีประจันคิดว่าจริง ประกอบกับเห็นว่าขุนช้างเป็นเศรษฐีจึงบังคับให้นางวันทองแต่งงานกับขุนช้าง นางวันทองจำต้องตามใจแม่แต่นางไม่ยอมเข้าหอ ขณะนั้นพลายแก้วกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาและได้บรรดาศักดิ์เป็นแผนแสนสะท้าน จากนั้นก็พานางลาวทองกลับสุพรรณบุรีนางวันทองเห็นขุนแผนพาภรรยาใหม่มาด้วยก็ โกรธด่าทอโต้ตอบกับนางลาวทองและลืมตัวพูดก้าวร้าวขุนแผน ทำให้ขุนแผนโมโหพานางลาวทองไปอยู่ที่กาญจนบุรี ส่วนนางวันทองและลืมตัวพูดก้าวร้าวขุนแผน ทำให้ขุนแผนโมโหพานางลาวทองไปอยู่ที่กาญจนบุรี ส่วนนางวันทองก็ตกเป็นภรรยาของขุนช้างอย่างจำใจ

ต่อมาขุนช้างและขุนแผนเข้าไปรับราชการอบรมในวังและได้มหาดเล็กเวรทั้งสอง คน วันหนึ่งนางทองประศรีให้คนมาส่งข่าวว่า นางลาวทองป่วยหนัก ขุนแผนจึงฝากเวรไว้กับขุนช้างแล้วไปดูอาการของนางลาวทอง ตอนเช้าสมเด็จพระพันวษาถามถึงขุนแผน ขุนช้างบอกว่าขุนแผนปีนกำแพงวังหนีไปหาดภรรยา สมเด็จพระพันวษาโกรธจึงสั่งให้นำตัวนางลาวทองมากักไว้ในวัง ส่วนขุนแผนให้ไปตระเวนด่านห้ามเข้าวังอีกทำให้ขุนแผนแค้นขุนช้างมากคิดช่วง ชิงนางวันทองกลับคืนมา จึงออกหาของวิเศษ ๓ อย่าง คือ ดาบวิเศษ กุมารทอง และม้าฝีเท้าดี ขุนแผนเดินทางไปถึงซ่องโจรของหมื่นหาญก็สมัครเข้าเป็นสมุน วันหนึ่งได้ช่วยชีวิตหมื่นหาญให้รอดพ้นจากการถูกวัวแดงขวิดตาย หมื่นหาญจึงยกนางบัวคลี่ลูกสาวของตนให้เป็นภรรยาของขุนแผน ต่อมาหมื่นหาญเห็นขุนแผนมีวิชาอาคมเหนือกว่าตนก็คิดกำจัด โดยสั่งให้นางบัวคลี่วางยาพิษฆ่าขุนแผน แต่โหงพรายมาบอกให้ขุนแผนรู้ตัว คืนนั้นพอนางบัวคลี่นอนหลับ ขุนแผนก็ผ่าท้องนางควักเอาเด็กไปทำพิธีปลุกเสกเป็นกุมารทอง ต่อจากนั้นก็ทำพิธีตีดาบฟ้าฟื้นและไปซื้อม้าลักษณะดีได้ตัวหนึ่ง ชื่อ ม้าสีหมอก แล้วขุนแผนก็ไปที่บ้านของขุนช้างสะกดคนให้หลับหมดแล้วขึ้นไปบนบ้านแต่เข้า ห้องผิด จึงพบนางแก้วกิริยาและได้นางเป็นภรรยา จากนั้นก็ไปปลุกนางวันทองพาขึ้นม้าหนีเข้าป่าไป ขุนช้างไปฟ้องสมเด็จพระพันวษา พระองค์ให้ทหารตามจับขุนแผน แต่ถูกขุนแผนฆ่าตายไปหลายคน ขุนแผนกับนางวันทองหลบซ่อนอยู่ในป่าจนนางตั้งท้องจึงพากันออกมามอบตัวสู้คดี กับขุนช้างจนชนะคดี ขุนแผนนางวันทอง และนางแก้วกิริยาจึงอยู่ร่วมกันด้วยความสุข แต่ขุนแผนนึกถึงนางลาวทองจึงขอร้องจมื่นศรีเสาวรักษ์ให้ขอตัวนางจากสมเด็จ พระพันวษาทำให้พระองค์โกรธว่าขุนแผนกำเริบจึงสั่งจำคุกขุนแผนไว้ นางแก้วกิริยาตามไปปรนนิบัติขุนแผนด้วย ส่วนนางวันทองพักอยู่ที่บ้านของหมื่นศรี ขุนช้างจึงพาพรรคพวกมาฉุดนางวันทองไปเป็นภรรยาอีก ต่อมานางก็คลอดลูกชาย แล้วตั้งชื่อให้ว่าพลายงาม ขุนช้างรู้ว่าไม่ใช่ลูกของตนก็เกลียดชัง วันหนึ่งจึงหลอกพาเข้าไปในป่าทุบตีจนสลบแล้วเอาท่อนไม้ทับไว้ โหงพรายของขุนแผนมาช่วยได้ทัน นางวันทองจึงให้ลูกไปอยู่กับนางทองประศรีที่กาญจนบุรีพลายงามได้ร่ำเรียน วิชาของพ่อเชี่ยวชาญ ขุนแผนจึงพาไปฝากไว้กับหมื่นศรี เพื่อหาโอกาสให้เข้ารับราชการ

ทางฝ่ายพระเจ้าเชียงอินทร์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ให้ทหารไปชิงตัวนางสร้อยทองธิดาพระเจ้าล้านช้างระหว่างที่เดินทางไปยังกรุง ศรีอยุธยา เพราะพระเจ้าล้านช้างต้องการเป็นไมตรีด้วยจึงส่งธิดามาถวายตัวแล้วพระเจ้า เชียงอินทร์ยังส่งหนังสือท้าทายสมเด็จพระพันวษาอีกด้วย พลายงามได้โอกาสจึงอาสาออกไปรบ และขอให้ปล่อยขุนแผนออกจากคุกด้วย เพื่อจะได้ช่วยกันทำศึก ขุนแผนจึงพ้นโทษ ในขณะที่กำลังเตรียมทัพนางแก้วกิริยาก็คลอดลูกเป็นชาย ขุนแผนตั้งชื่อว่า พลายชุมพล แล้วขุนแผนกับพลายงามก็คุมทัพมุ่งสู่เชียงใหม่ ขุนแผนได้แวะเยี่ยมพระพิจิตรกับนางบุษบาซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือ เมื่อครั้งขุนแผนกับนางวันทองเข้ามอบตัว พลายงามจึงได้พบนางศรีมาลาและได้นางเป็นภรรยา จากนั้นก็คุมทัพไปรบกับเชียงใหม่ได้ชัยชนะ ครั้นกลับถึงกรุงศรีอยุธยา ขุนแผนได้เป็นพระสุรินฤาไชย เจ้าเมืองกาญจนบุรี พลายงามได้เป็นจมื่นไวยวรนาถ และสมเด็จพระพันวษาก็ยกนางสร้อยฟ้าธิดาของพระเจ้าเชียงอินทร์ให้แต่งงานกับ พระไวยพร้อม ๆ กับนางศรีมาลา
พระไวยนางให้แม่มาอยู่กับตนและคืนดีกับพ่อ จึงไปลักพานางวันทองมาขุนช้างเคืองมากไปฟ้องสมเด็จพระพันวษา จึงมีการไต่สวนคดีกันอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดสมเด็จพระพันวษาก็ถามความสมัครใจของนางว่าจะเลือกอยู่กับใคร นางตัดสินใจไม่ได้ สมเด็จพระพันวษาหาว่านางเป็นหญิงสองใจจึงสั่งให้นำตัวไปประหารชีวิต พระไวยพยายามอ้อนวอนขออภัยโทษได้ แต่ไปห้ามการประหารไม่ทัน

ในครอบครัวของพระไวยก็ไม่ราบรื่นนัก เพราะนางสร้อยฟ้าไม่พอใจที่พระไวยและนางทองประศรีรักนางศรีมาลามากกว่านาง จึงมักจะมีการทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ นางสร้อยฟ้าเจ็บใจจึงให้เถรขวาดทำเสน่ห์ให้พระไวยหลงรักนาง แล้วนางสร้อยฟ้าก็หาเรื่องใส่ความให้พระไวยตีนางมาลา พลายชุมพลเข้าไปห้ามก็ถูกตีไปด้วย พลายชุมพลน้อยใจจึงหนีออกจากบ้านไปหาพ่อแม่ที่กาญจนบุรีเล่าเรื่องให้ฟัง แล้วหนีต่อไปหายายที่สุโขทัย ได้บวชเณรและเล่าเรียนอยู่ที่นั้น ฝ่ายขุนแผนรีบไปที่บ้านของพระไวย แล้วเสกกระจกมนต์ให้ดูว่าถูกทำเสน่ห์ แต่พระไวยไม่เชื่อหาว่าพ่อเล่นกลให้ดู และพูดลำเลิกบุญคุณที่ช่วยพ่อออกมาจากคุกขุนแผนแค้นมากประกาศตัดพ่อตัดลูก แล้วกลับกาญจนบุรีทันที

พลายชุมพลเรียนวิชาสำเร็จแล้วก็นัดหมายกับขุนแผนจแก้แค้นพระไวย โดยพลายชุมพลสึกจากเณรปลอมเป็นมอญ ใช้ชื่อ สมิงมัตรา ยกกองทัพหุ่นหญ้าเสกมาถึงสุพรรณบุรี สมเด็จพระพันวษา ให้ขุนแผนยกทัพไปต้านศึก ขุนแผนแกล้งแพ้ให้ถูกจับได้พระไวยจึงต้องยกทัพไปและต่อสู้กับพลายชุมพล ระหว่างที่กำลังต่อสู้กัน ขุนแผนบอกให้พลายชุมพลจับตัวพระไวยไว้ พระไวยเห็นพ่อก็ตกใจหนีกับไปฟ้องสมเด็จพระพันวษาพระองศ์จึงให้นางศรีมาลาไป รับตัวขุนแผนกับพลายชุมพลเข้าวัง พลายชุมพลอาสาจับเสน่ห์ โดยขอหมื่นศรีไปเป็นพยานด้วย พลายชุมพลจับตัวเถรขวาดกับเณรจิ๋วไว้ แล้วขุดรูปปั้นลงอาคมที่ฝั่งไส้ใต้ดินขึ้นมาได้เสน่ห์จึงคลาย ตกดึกเถรขวาดกับเณรจิ๋วสะเดาะโซ่ตรวนหนีไป ในการไต่สวนคดีนางสร้อยฟ้า ไม่ยอมรับว่าเป็นคนทำเสน่ห์ และใส่ร้ายว่านางศรีมาลาเป็นชู้กับพลายชุมพล พอนางจับได้พลายชุมพลก็หนีไปยุยงขุนแผน ในที่สุดก็มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์โดยการลุยไฟนางสร้อยฟ้าแพ้ถูกไฟลวกจน พุพอง ส่วนนางศรีมาลาไม่เป็นอะไรเลย สมเด็จพระพันวษาสั่งประหารนางสร้อยฟ้า แต่นางศรีมาลาช่วยขออภัยโทษให้ จึงเพียงถูกเนรเทศกลับไปอยู่ที่เชียงใหม่เช่นเดิม ระหว่างเดินทางก็พบเถรขวาดกับเณรจิ๋ว จึงเดินทางไปด้วยกัน กลับถึงเชียงใหม่ได้ไม่นานกนางก็ให้กำเนิดลูกชาย ชื่อ พลายยง ส่วนนางศรีมาลาก็คลอดลูกชายเช่นกัน ขุนแผนตั้งชื่อให้ว่า พลายเพชร

พระเจ้าเชียงอินทร์ ตั้งเถรขวาด เป็นพระสังฆราชเพื่อตอบแทนความดีความชอบที่พานางสร้อยฟ้าที่กลับบ้านเมือง ได้อย่างปลอดภัย แต่เถรขวาดยังแค้นพลายชุมพล จึงเดินทางมาที่กรุงศรีอยุธยา แปลงเป็นจระเข้อาละวาดฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงไปมากมาย พลายชุมพลจึงอาสาออกปราบจระเข้จนสำเร็จ ไดตัวเถรขวาดมาประหารชีวิต พลายชุมพลได้บรรดาศักดิ์เป็นหลวงนายฤทธิ์ นับจากนั้นเป็นตนมาทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุข

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง ตำนานทัพองค์ดำ และเขาฉกรรจ์

ตำนานมีอยู่ว่าสมัยที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชครองกรุงศรีอยุธยา ได้มีสัมพันธไมตรีกับเขมร แต่เขมรไม่ซื่อตรง คราวใดที่ไทยติดศึกสงครามกับพม่า เขมรมักจะยกทัพเข้ามาริบทรัพย์ และกวาดต้อนชาวไทยไปเป็นเชลยเสมอ แต่เมื่อใดที่ไทยสุขสงบดี เขมรก็จะทำตัวเป็นมิตรที่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยเข้า สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงไม่พอพระทัย ครั้นว่างจากศึกก็ยกกองทัพเล็กๆ ไปปราบเขมรให้สำนึก

แต่เมื่อยกกองทัพถึงบริเวณชายแดนก็เห็นว่าเขมรมีกำลังอยู่มาก พระองค์จึงให้ทหารในกองทัพไปฝึกปรือชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ในบริเวณจังหวัดสระแก้ว ให้ใช้อาวุธปืนเพื่อจะ ได้เป็นกำลังไปรบกับเขมร และเป็นกำลังสำหรับสู้กับเขมรในภายหน้า เมื่อฝึกเสร็จในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง เช้ารุ่งขึ้นให้แม่ทัพนายกองนำชาวบ้านที่ฝึกมาพบกันที่ภูเขารูปร่างประหลาด ส่วนพระองค์ประทับอยู่ที่เส้นทางระหว่างภูเขารูปร่างประหลาดกับชายแดน ไทย-เขมร ซึ่งต่อมาภายหลังเรียกที่นั่นว่า ?ทับองค์ดำ?

ทหารที่มารวมกันอยู่ที่ลานนั้นล้วนเป็นชายหนุ่มที่อยู่ในวัยกำยำหรือวัย ฉกรรจ์ จึงเรียกเขานั้นว่า ?เขาฉกรรจ์? แต่นั้นมา…

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วที่บ้านตาดทอง ในฤดูฝนมีการเตรียมปักดำกล้าข้าวทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพราะปลูก ครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งกำพร้าพ่อ ไม่ปรากฏชื่อหลักฐาน ก็ออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกัน

วันหนึ่งเขาไถนาอยู่นานจนสาย ตะวันขึ้นสูงแล้วรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมากกว่าปกติ และหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ปกติแล้วแม่ผู้ชราจะมาส่งก่องข้าวให้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมาช้าผิดปกติ

เขาจึงหยุดไถนาเข้าพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยเจ้าทุยไปกินหญ้าสายตาเหม่อมองไปทางบ้าน รอคอยแม่ที่จะมาส่ง ตามเวลาที่ควรจะมา ด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งสายตะวันขึ้นสูงแดดยิ่งร้อนความหิวกระหาย ยิ่งทวีคูณขึ้น

ทันใดนั้นเขามองเห็นแม่เดินเลียบมาตามคันนาพร้อมก่องข้าวน้อยๆ ห้อยต่องแต่งอยู่บนเสาแหรกคาน เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่เอาก่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวกระหายจนตาลาย อารมณ์พลุ่งพล่าน เขาคิดว่าข้าวในก่องข้าวน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มเป็นแน่ จึงเอ่ยต่อว่าแม่ของตนว่า

ลูกชาย : อีแก่ ไปทำอะไรอยู่จึงมาส่งข้าวให้กูกินช้านัก ก่องข้าวก็เอามาแต่ก่องน้อยๆ กูจะกินอิ่มหรือ?

ผู้เป็นแม่เอ่ยปากตอบลูกว่า

แม่ : ถึงก่องข้าวจะใบน้อยก็น้อยแต่มันก็อัดแน่นนะลูกเอ๋ย ลองกินดูก่อน?

ด้วยความหิว ความเหน็ดเหนื่อย ความ โมโห หูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังเสียงใดๆ เกิดบันดาลโทสะอย่างแรงกล้า คว้าได้ไม้แอกน้อยเข้าตีแม่ที่แก่ชราจนล้มลงแล้วก็เดินไปกินข้าว กินข้าวจนอิ่มแล้วแต่ข้าวยังไม่หมดกล่อง จึงรู้สึกผิดชอบชั่วดี รีบวิ่งไปดูอาการของแม่และเข้าสวมกอดแม่

อนิจจา แม่สิ้นใจไปเสียแล้ว..?
ชายหนุ่มร้อยไห้โฮ สำนึกผิดที่ฆ่าแม่ของตนเองด้วยอารมณ์เพียงชั้ววูบ ไม่รู้จะทำประการใดดี จึงเข้ากราบ นมัสการสมภารวัดเล่าเรื่องให้ท่านฟังโดยละเอียด

สมภารสอนว่า ?การฆ่าบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าของตนเองนั้นเป็นบาปหนัก เป็นมาตุฆาต ต้องตกนรกอเวจีตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นคนอีก มีทางเดียวจะให้บาปเบาลงได้ก็ด้วยการสร้างธาตุก่อกวมกระดูกแม่ไว้ ให้สูงเท่านกเขาเหิน จะได้เป็นการไถ่บาปหนักให้เป็นเบาลงได้บ้าง?

เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้ว ขอร้องชักชวนญาติมิตรชาวบ้านช่วยกันปั้นอิฐก่อเป็นธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ ไว้ จึงให้ชื่อว่า ?ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่? จนตราบทุกวันนี้
ทุกวันนี้มีผู้มากราบธาตุก่องข้าวน้อยฯทุกวันเพื่อขอขมาลาโทษเหมือนเป็น การไถ่บาปที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ บางคนเมื่อมีลูกแล้วถึงรู้ว่าบุญคุณแม่มากสุดเหลือคณานับ เพิ่งรู้ว่าเลี้ยงดูลูกนั้นยากหนักหนาขนาดไหน จึงมาสำนึกที่ทำให้แม่ต้องเสียใจ บ้างก็มากราบไหว้เพื่อรำลึกถึงบุญคุณแม่

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านไทย,ประวัตินิทานพื้นบ้านภาคกลาง,ประวัตินิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านของไทย,อ่านนิทานพื้นบ้าน,รวมนิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สั้นๆ,นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ,นิทานพื้นบ้านภาคใต้,นิทานพื้นบ้าน,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทานอีสป,นิทานพื้นบ้านภาคตะวันออก,นิทานก่อนนอน,นิทาน พื้นบ้าน ไทย,นิทาน พื้นบ้าน ปลา บู่ ทอง,นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน,นิทาน พื้นบ้าน 4 ภาค,นิทานอีสป,นิทาน พื้นบ้าน ของ ไทย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง

Comments

comments